ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลามได้ส่งสาส์นเนื่องในวาระดิถีเริ่มต้นปีศักราชที่ 1404 โดยท่านได้ประกาศคำขวัญของปีใหม่นี้ว่า “ปีแห่งการลงทุนเพื่อการผลิต”
ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ได้ชี้ให้เห็นว่า เป็นการประจวบเหมาะกับช่วงเริ่มต้นปีใหม่พร้อมกับค่ำคืนแห่งลัยละตุลก็อดร์และวันครบรอบการเป็นชะฮีดของท่านอิมามอะลี (อ.) พร้อมทั้งท่านได้แสดงความหวังว่า “เกียรติต่างๆจากค่ำคืนแห่งลัยละตุลก็อดร์และความสนใจพิเศษจากท่านผู้นำแห่งผู้ยำเกรง จะครอบคลุมถึงประชาชนชาวอิหร่านอันเป็นที่เคารพรักยิ่งและทั้งหมดทุกคนที่เริ่มต้นปีใหม่ด้วยเทศกาลโนรูซ”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า ปี 1403 เป็นปีที่เต็มไปด้วยเหตุการณ์ต่างๆ และเปรียบเสมือนปี 1360 ซึ่งประชาชนต้องเผชิญกับความยากลำบากอย่างมากมาย โดยท่านกล่าวว่า “การเป็นชะฮีดของที่ปรึกษาชาวอิหร่านหลายคนในกรุงดามัสกัส การเป็นชะฮีดของ พณฯ อิบรอฮิม ราอีซี ประธานาธิบดีอันเป็นที่เคารพรักยิ่งของประชาชาติอิหร่าน รวมถึงเหตุการณ์อันขมขื่นในกรุงเตหะรานและเลบานอน หลังจากนั้น ซึ่งได้ทำให้ประชาชาติอิหร่านและประชาคมอิสลามต้องสูญเสียบุคคลอันทรงคุณค่าในปีที่ผ่านมา”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังถือว่า ปัญหาทางเศรษฐกิจและความยากลำบากในการดำรงชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงครึ่งปีหลัง เป็นเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในปี 1403 โดยท่านได้ตั้งข้อสังเกตว่า “ท่ามกลางปัญหาเหล่านี้ ได้เกิดปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่และน่าประหลาดใจ นั่นคือ ความแข็งแกร่งของเจตจำนงและการมีขวัญกำลังทางจิตวิญญาณของประชาชาติอิหร่าน รวมถึงความเป็นเอกภาพและความพร้อมในระดับสูง ซึ่งปรากฏให้เห็นครั้งแรกจากปฏิกิริยาของประชาชนต่อการสูญเสียประธานาธิบดี ผู้ล่วงลับ ตลอดจนคำขวัญและการมีขวัญกำลังใจอันสูงส่งของพวกเขาในพิธีอำลาอันยิ่งใหญ่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ความสูญเสียอันหนักหน่วงนั้นไม่อาจทำให้ประชาชนรู้สึกถึงความอ่อนแอได้”
ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ถือว่า การจัดการเลือกตั้งประธานาธิบดีอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และการนำประเทศออกจากภาวะสุญญากาศทางการบริหารโดยการเลือกประธานาธิบดีและจัดตั้งรัฐบาล เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของขวัญกำลังและขีดความสามารถทางจิตวิญญาณที่สูงส่งของชาวอิหร่าน นอกจากนี้ ท่านยังกล่าวถึงอีกด้านหนึ่งของพลังทางจิตวิญญาณของประชาชาติ โดยท่านกล่าวว่า “เมื่อเผชิญกับปัญหาของประชาชนในเลบานอนและปาเลสไตน์ ชาวอิหร่านได้แสดงความมีน้ำใจ ด้วยการส่งความช่วยเหลือจากประชาชนจำนวนมหาศาลไปยังพี่น้องมุสลิมของตนในเลบานอนและปาเลสไตน์”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า ความช่วยเหลืออันน่าทึ่งจากประชาชนต่อขบวนการมุกอวะมะฮ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การบริจาคทองคำอย่างเอื้อเฟื้อจากสตรีชาวอิหร่าน เป็นเหตุการณ์ที่สำคัญและมิอาจลืมเลือนในหน้าประวัติศาสตร์ของประเทศ โดยท่านกล่าวว่า “ความแข็งแกร่งของเจตจำนง ความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของชาติ รวมถึงความพร้อมและการมีพลังทางจิตวิญญาณของประชาชน เป็นทรัพย์สมบัติอันล้ำค่าสำหรับอนาคตและตลอดไปของอิหร่านอันเป็นที่เคารพรัก และยังเป็นเหตุให้พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานความเมตตาแก่ประเทศนี้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย
ในส่วนหนึ่งของสาส์นเนื่องในวันขึ้นปีใหม่ ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ได้กล่าวถึงคำขวัญของปี 1403 ที่ว่า เป็นปีแห่งการพุ่งทะยานทางผลิตภัณฑ์ และความร่วมมือจากประชาชน แต่เนื่องจากเหตุการณ์ต่างๆ ในปีที่ผ่านมา แม้จะมีความพยายามจากรัฐบาล ภาคเอกชน และประชาชน แต่เป้าหมายดังกล่าวก็ยังไม่บรรลุผลอย่างเต็มที่ โดยท่านกล่าวเสริมว่า “ด้วยเหตุนี้เอง คำขวัญของปีนี้จึงยังคงมุ่งเน้นย้ำไปที่ประเด็นทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะประเด็นการลงทุน ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการกระตุ้นการผลิตและแก้ไขปัญหาค่าครองชีพนั้นขึ้นอยู่กับการลงทุนในภาคการผลิตเป็นหลัก”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังได้เน้นย้ำให้เห็นถึงบทบาทของรัฐบาลในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนของประชาชนในภาคการผลิต โดยท่านกล่าวว่า “แน่นอนว่า ในกรณีที่ประชาชนขาดแรงจูงใจหรือขีดความสามารถในการลงทุน รัฐบาลสามารถเข้ามามีบทบาทและลงทุนแทนได้ แต่ไม่ใช่ในฐานะที่เป็นคู่แข่งของประชาชน”
ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ถือว่า เงื่อนไขที่สำคัญในการลงทุนในภาคการผลิต คือ การสร้างความมุ่งมั่นและแรงจูงใจที่จริงจัง ทั้งในรัฐบาลและประชาชน โดยท่านผู้นำกล่าวว่า หน้าที่ของรัฐบาล คือ การสร้างเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยและขจัดอุปสรรคในการผลิต ขณะที่หน้าที่ของประชาชน คือ การนำเงินลงทุนทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่มาสนับสนุนในการผลิต ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ เงินทุนจะไม่ไหลไปสู่กิจกรรมที่ไม่เป็นประโยชน์ เช่น การซื้อขายเงินตราหรือทองคำ นอกจากนี้ ธนาคารกลางและรัฐบาลยังมีบทบาทที่สำคัญในกระบวนการนี้อีกด้วย”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม จึงขอประกาศคำขวัญของปี 1404 ว่า เป็นปีแห่งการลงทุนเพื่อขับเคลื่อนภาคการผลิต พร้อมทั้งแสดงความหวังว่า ด้วยการวางแบบแผนของรัฐบาลและความร่วมมือของประชาชน จะสามารถนำไปสู่การปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น
ในช่วงท้ายของคำปราศรัย ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ได้กล่าวประณามการโจมตีฉนวนกาซ่าครั้งใหม่ของระบอบรัฐเถื่อนไซออนิสต์ ผู้ยึดครอง ว่า เป็นอาชญากรรมครั้งใหญ่และเป็นความหายนะ พร้อมท่านได้ทั้งเน้นย้ำว่า “นี่เป็นปัญหาของประชาคมมุสลิมทั้งหมด ด้วยเหตุนี้เอง ประชาชาติมุสลิมจะต้องละทิ้งความขัดแย้งและยืนหยัดร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพเพื่อต่อต้านกับอาชญากรรมเหล่านี้”
นอกจากนี้ ท่านผู้นำยังเรียกร้องให้อิสรชนทั้งหมดทั่วโลก รวมถึงในยุโรปและอเมริกา ลุกขึ้นต่อต้านการกระทำอันชั่วร้ายและน่าสลดใจนี้ และร่วมกันป้องกัน การสังหารเด็ก การทำลายบ้านเรือน และการทำให้ประชาชนต้องไร้ที่อยู่อาศัย
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ได้เน้นย้ำให้เห็นว่า สหรัฐอเมริกานั้นเป็นผู้มีส่วนร่วมในความรับผิดชอบต่อโศกนาฏกรรมครั้งนี้ และตามความเห็นของผู้เชี่ยวชาญทางการเมือง อาชญากรรมนี้เกิดขึ้นด้วยการส่งสัญญาณจากสหรัฐฯ หรืออย่างน้อยก็ได้รับความเห็นชอบจากสหรัฐฯ โดยท่านยังกล่าวว่า “เหตุการณ์ในเยเมนและการโจมตีประชาชนและพลเรือนชาวเยเมน เป็นอีกหนึ่งอาชญากรรม ซึ่งจำเป็นที่จะต้องถูกหยุดยั้งอย่างแน่นอน”
ในช่วงท้ายของคำปราศรัย ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ได้อวยพรให้ประชาชาติอิสลาม ประสบความดีงาม และมีชัยชนะ พร้อมขอให้ประชาชาติอิหร่านมีความสุข ความพึงพอใจ ความสำเร็จและความสามัคคีอย่างเต็มที่ ตลอดทั้งปี และขอให้หัวใจอันบริสุทธิ์ของท่านอิมามมะฮ์ดี (อ.ญ.) และดวงวิญญาณของท่านอิมามโคมัยนีและบรรดาชะฮีดทั้งหลายพึงพอใจในประชาชนชาวอิหร่านด้วยเถิด