นักศึกษาจากทั่วประเทศ พร้อมทั้งนักเคลื่อนไหวทางการเมือง สังคม วัฒนธรรม และกลุ่มนักศึกษาญิฮาดี เข้าพบท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม อยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี โดยท่านผู้นำได้ให้คำแนะนำที่สำคัญเกี่ยวกับการวิพากษ์วิจารณ์และประเมินประเด็นต่าง ๆ รวมถึงการเสริมสร้างอัตลักษณ์ของนักศึกษา และท่านยังกล่าวอธิบายถึงสองประสบการณ์ที่แตกต่างของเยาวชนชาวอิหร่านในการเผชิญหน้ากับตะวันตก โดยท่านกล่าวว่า “ประสบการณ์แรกที่นำไปสู่การสูญเสียตนเอง แต่ในประสบการณ์ที่สอง ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาในปัจจุบันกำลังเดินบนเส้นทางนั้น การรู้จักข้อเท็จจริงของตะวันตก การเรียกร้องเอกราช และการสร้างระยะห่างจากปัญหาของอารยธรรมตะวันตกได้ถูกกำหนดให้เป็นหลักการสำคัญ”
ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ยังได้กล่าวถึงการเจรจากับรัฐบาลสหรัฐฯในปัจจุบัน เป็นเรื่องที่ไร้ผลและจะทำให้ปัญหาเรื่องการคว่ำบาตรทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งท่านผู้นำสูงสุดได้ชี้ให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลสหรัฐฯในการหลอกลวงความคิดเห็นของสาธารณชนโลกเกี่ยวกับการเจรจา โดยท่านกล่าวว่า “เราไม่ได้แสวงหาอาวุธนิวเคลียร์ หากเราต้องการ เราก็คงผลิตมันแล้ว นอกจากนี้ เราจะตอบโต้อย่างเด็ดขาดในการโจมตีใดๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า คำพูดของตัวแทนองค์กรต่างๆ ในวันนี้ เป็นสัญญาณของความก้าวหน้า ความเป็นผู้ใหญ่ และการเติบโตของระดับความคิด การวิเคราะห์ และการตีความ ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความหวังและเป็นข่าวดีอย่างยิ่ง”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม กล่าวเสริมว่า “แน่นอนว่า ข้าพเจ้าไม่ได้เห็นด้วยกับทุกคำพูดที่นักศึกษาได้กล่าวในการพบปะครั้งนี้ ตัวอย่างเช่น นักศึกษาคนหนึ่งกล่าวว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงและการทหารในยามวิกฤตได้กลายเป็นผู้เขียนแถลงการณ์ เมื่อเผชิญหน้ากับระบอบรัฐเถื่อนไซออนิสต์ ในขณะที่หากมีการตรวจสอบและค้นหาข้อเท็จจริง จะพบว่าสิ่งนี้ไม่เป็นความจริง และผู้ที่ควรทำหน้าที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนในเวลาที่เหมาะสม”
ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ยังกล่าวตอบคำพูดของนักศึกษาคนหนึ่ง โดยท่านกล่าวว่า “ข้าพเจ้ายังคงเชื่อมั่นในเยาวชนและความหวังของข้าพเจ้ามีเพียงพวกเขาเท่านั้น แต่เงื่อนไขที่สำคัญคือ เยาวชนทั้งหลายจะต้องยึดมั่นในสถานภาพที่ถูกต้องของตนเองและมีความมุ่งมั่น เมื่อเผชิญหน้ากับอุปสรรคต่างๆนานา พวกเขาจะต้องไม่ลังเล เฉื่อยชา หรือเบี่ยงเบนจากเส้นทางหลักเป็นอันขาด”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ได้เน้นย้ำให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่ในกระทรวงวิทยาศาสตร์และสาธารณสุขได้ให้ความสนใจอย่างเต็มที่และจะมีการติดตามประเด็นต่าง ๆ ที่ถูกกล่าวถึงในคำพูดของนักศึกษาทั้งหลาย
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ได้กล่าวระลึกถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา โดยท่านกล่าวเสริมว่า “ปีที่ผ่านมาในช่วงเวลานี้ เรามีบุคคลสำคัญๆ อย่างเช่น ชะฮีดราอีซี ซัยยิดฮะซัน นัศรุลลอฮ์ ชะฮีดฮะนีเยฮ์ ชะฮีดซอฟียุดดีน ชะฮีดซินวาร ชะฮีดอัฎฎ็อยฟ์ และหลายบุคคลที่สำคัญ แห่งการปฏิวัติอิสลาม ซึ่งพวกเขาเหล่านี้เคยอยู่กับเรา แต่บัดนี้ พวกเขาไม่ได้อยู่กับเราแล้ว และด้วยเหตุผลนี้ ศัตรูจึงคิดว่าเราอ่อนแอลง แต่ข้าพเจ้าขอยืนยันด้วยความเชื่อมั่นว่า แม้การจากไปของพี่น้องที่มีค่าอย่างยิ่งเหล่านี้ จะเป็นความสูญเสียสำหรับเรา แต่ในหลายๆ ประเด็น เรากลับมีความแข็งแกร่งขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา และในบางประเด็น เราก็ไม่ได้อ่อนแอลงอีกด้วย”
ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ได้กล่าวอธิบายถึงสาเหตุของการคงอยู่ของแนวร่วมมุกอวะมะฮ์ โดยท่านผู้นำกล่าวเสริมว่า “หากมีสองปัจจัย กล่าวคือ อุดมการณ์และความพยายามในประชาชาติและกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง การเคลื่อนไหวโดยรวมของพวกเขา จะไม่ได้รับผลกระทบเป็นอันขาด”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ได้อธิบายในส่วนหนึ่งของคำปราศรัยของท่าน โดยท่านยกหลักฐานจากโองการอัลกุรอานที่เกี่ยวกับเป้าหมายของการถือศีลอด คือ การได้มาซึ่งตักวา (ความยำเกรง) พร้อมทั้งท่านกล่าวเสริมว่า “ตักวาจะปกป้องมนุษย์จากความชั่วร้าย การกระซิบกระซาบ ความคิดที่ชั่วร้าย ความปรารถนาที่ชั่วร้าย ความเลวร้าย การละเมิด การหลงระเริง การไม่สนใจต่อหน้าที่ และการละทิ้งการกระทำที่จำเป็น”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า การสร้างความโล่งใจทางโลกและการได้รับคำชี้นำ เป็นสองผลลัพธ์ที่สำคัญของการมีตักวา (ความยำเกรง) โดยท่านกล่าวเสริมว่า “การมีตักวาในโลกนี้ จะสร้างความโล่งใจในด้านต่าง ๆ รวมทั้งด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง”
ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ถือว่า การได้รับคำชี้นำจากพระผู้เป็นเจ้า คือ เป้าหมายอันสูงสุดของมนุษยชาติทุกคน โดยท่านผู้นำกล่าวเสริมว่า “การบรรลุสู่ความสำเร็จ ความผาสุก และความรอดพ้นสามารถเกิดขึ้นได้เฉพาะภายใต้คำชี้นำของพระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงสูงสุด ซึ่งคำชี้นำนี้อันเป็นผลมาจากการมีตักวา”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังถือว่า ความตั้งใจและความมุ่งมั่นส่วนบุคคล เป็นสิ่งที่จำเป็นในการได้รับตักวา โดยท่านกล่าวเสริมว่า “ท่านอิมามโคมัยนีได้ให้คำแนะนำว่า สำหรับการเคลื่อนไหวบนเส้นทางของตักวา จะต้องมีการตัดสินใจอย่างกล้าหาญและเด็ดขาด”
ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี กล่าวในส่วนหลักของคำปราศรัยของท่านได้อธิบายถึงอัตลักษณ์ของนักศึกษาชาวอิหร่าน โดยท่านกล่าวถึงสองประสบการณ์ที่แตกต่างของเยาวชนชาวอิหร่านในยุคร่วมสมัยในการเผชิญหน้ากับตะวันตกและอารยธรรมตะวันตก พร้อมทั้งท่านผู้นำได้เน้นย้ำว่า “ผลลัพธ์ของการเผชิญหน้าครั้งแรก คือ ความหลงใหลและการสูญเสียตนเอง และผลลัพธ์ของการเผชิญหน้าครั้งที่สอง คือ 'การรู้จักถึงอารยธรรมตะวันตก การเผชิญหน้ากับข้อเท็จจริงของตะวันตกอย่างมีวิจารณญาณ ความรู้สึกถึงเอกราช และในบางกรณี ความรู้สึกถึงความแตกต่างอย่างลึกซึ้งและการแยกตัวโดยสิ้นเชิง”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า การเผชิญหน้ากับตะวันตกครั้งแรกของเยาวชนชาวอิหร่านเมื่อประมาณหนึ่งร้อยปีทีแล้ว ได้สร้างสองภาพลักษณ์ของตะวันตกที่ก้าวหน้าและอิหร่านที่อ่อนแอและล้าหลัง ในความคิดของเยาวชน โดยท่านกล่าวว่า “ภาพลักษณ์ทั้งสองนี้ แน่นอนว่า ในเวลานั้นเป็นข้อเท็จจริง แต่ไม่ควรที่จะนำไปสู่การสูญเสียตนเองและการเดินตามรอยของตะวันตก เพราะว่าการมองเห็นจุดแข็งของฝ่ายตรงข้าม จะทำให้ผู้คนคิดหาวิธีการแก้ไขและเสริมจุดอ่อนของตนเอง ไม่ใช่เป็นการยอมจำนนและการปฏิบัติตาม”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า การไม่กระตือรือร้นต่อความก้าวหน้าของตะวันตก เป็นเหตุทำให้เกิดการละเลยจุดแข็งของประชาชาติและประเทศอิหร่าน โดยท่านกล่าวว่า “ประสบการณ์นั้นน่าที่จะนำไปสู่การค้นพบตนเอง แต่ช่างน่าเสียดายที่กลับนำไปสู่การสูญเสียตนเอง และบางคนภายในประเทศก็ทำให้การละเลยและการยอมจำนนนี้ทีความรุนแรงขึ้น และมีการส่งเสริมให้ประชาชนเลียนแบบวัฒนธรรมตะวันตกอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในเรื่องจริยธรรมและวัฒนธรรม ไม่ใช่ในประเด็นต่างๆ เช่น วิทยาศาสตร์ และความจริงจัง ซึ่งเป็นพื้นฐานของความก้าวหน้าของตะวันตก”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า เรซา ข่าน เป็นสัญลักษณ์ของการเลียนแบบพวกตะวันตกที่ทำลายล้างและบ่อนทำลาย โดยท่านกล่าวเสริมว่า “พวกอังกฤษได้นำผู้มีอำนาจคนนี้ขึ้นมา และเมื่อผลประโยชน์ของพวกเขาได้รับการตอบสนอง พวกเขาก็เอาตัวผู้นี้ออกไป แต่ในช่วงเวลานั้น วงจรการเบี่ยงเบนของเรซา ข่าน ได้ทำให้ความคิดของการยอมจำนนและการถูกกลืนเข้าไปในตะวันตกในทุกเรื่องและประเด็นของประเทศถูกฝังรากลึกในความคิดของสาธารณชน และทำให้ประเทศเกิดความอ่อนแอจากภายใน และไม่เหลือสิ่งใดที่เป็นของชาติ เช่น เศรษฐกิจของชาติ นโยบายในประเทศและต่างประเทศ หรือแม้แต่เสื้อผ้าของชาติสำหรับชาวอิหร่าน”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า ประสบการณ์ที่สองของการมีอยู่ของตะวันตกในอิหร่านเกิดจากเหตุการณ์ต่างๆที่ขมขื่น เช่น การยึดครองบางส่วนของประเทศโดยอังกฤษและรัสเซีย การขาดแคลนอาหารและการเสียชีวิตของประชาชนหลายพันคน การปราบปรามการเคลื่อนไหวภายในประเทศ และการบังคับใช้สนธิสัญญาที่น่าอับอาย เช่น สนธิสัญญาน้ำมันในสมัยของเรซา ข่าน โดยท่านกล่าวเสริมว่า “เหตุการณ์เหล่านี้ได้เปิดเผยแก่นที่แท้จริงของพวกตะวันตกให้กับประชาชนและโดยเฉพาะเยาวชนทั้งหลายว่า เบื้องหลังรูปลักษณ์ที่เรียบร้อยและรอยยิ้มของพวกเขา คือธรรมชาติที่ชั่วร้ายและการทรยศของพวกเขา และประเด็นนี้ จะทำให้ความกระตือรือร้นและความหลงใหลในอารยธรรมตะวันตกลดลงในประเทศ”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อน้ำมันแห่งชาติ เป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์ในการเปิดเผยแก่นที่แท้จริงของตะวันตก โดยท่านได้ตั้งข้อสังเกตว่า “ในขณะที่มุซัดดิกได้พึ่งพาและมีความหวังต่ออเมริกาในการต่อสู้กับอังกฤษ เขากลับถูกโจมตีจากอเมริกา และการก่อรัฐประหารต่อรัฐบาลของเขา ก็เกิดขึ้นด้วยเงินและทรัพยากรของอเมริกา”
ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ได้เน้นย้ำให้เห็นว่า ผลของการก่อรัฐประหาร เมื่อวันที่ 28 มุรดาด 1322 (ปฏิทินอิหร่าน) คือ การเปิดเผยความจริงที่ว่า การพึ่งพาตะวันตกเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้า ไม่ใช่เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความก้าวหน้า โดยท่านผู้นำกล่าวเสริมว่า “ความเป็นจริงนี้ ยังเปิดเผยว่าพวกตะวันตกจะจัดการอย่างโหดเหี้ยมกับทุกสิ่งที่ขัดกับผลประโยชน์และความโลภของพวกเขา”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า การเริ่มต้นการเคลื่อนไหวต่อต้านของนักศึกษาต่ออเมริกา เช่น การลุกขึ้นต่อสู้ของนักศึกษามหาวิทยาลัยเตหะรานในวันที่ 16 ออซัร ต่อการเยือนของนิกสันและการเสียชีวิตของนักศึกษาสามคนโดยรัฐบาล เป็นผลจากการเปิดเผยแก่นที่แท้จริงของตะวันตก และโดยท่านชี้ให้เห็นถึงการคงอยู่ของแนวโน้มการหลงใหลในตะวันตก แม้ว่าจะอ่อนแอลงก่อนการปฏิวัติอิสลาม โดยท่านกล่าวเสริมว่า “หากการปฏิวัติอิสลามไม่เกิดขึ้นในปี 1357 ประเทศจะอยู่บนเส้นทางที่ในการพึ่งพาพวกต่างชาติมากเพิ่มขึ้น และจะต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นประโยชน์และความมั่งคั่งทางจิตวิญญาณของตนเอง”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า ศิลปะที่สำคัญและไม่มีใครเทียบได้ของท่านอิมาม ผู้ยิ่งใหญ่คือ การติดต่อสื่อสารและการพูดคุยกับประชาชาติ ไม่ใช่กับกลุ่มหรือพรรคการเมืองเฉพาะกลุ่ม โดยท่านกล่าวว่า “ท่านอิมาม (ร.ฮ.) ด้วยการระลึกถึงขีดความสามารถของประชาชนและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของประชาชาติ ได้นำทุกคนออกจากการเพิกเฉย และด้วยความไว้วางใจ และการเรียกร้องจากประชาชน ได้นำพวกเขาเข้าสู่ภาคสนาม และประชาชาติก็ยืนหยัดและไม่มีความหวาดกลัว และการบังคับและการปล้นสะดมของศัตรูก็ได้สิ้นสุดลง”
ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ได้ชี้ให้เห็นถึงการไม่ยอมแพ้ของเหล่าผู้มีอำนาจของโลกในการต่อสู้และการวางแผนต่อต้านการปฏิวัติอิสลาม โดยท่านผู้นำกล่าวว่า “พวกเขาต่างพูดว่า เรามาก่อน ซึ่งหมายความว่า ทั้งโลกต้องให้ผลประโยชน์ของเราเป็นอันดับแรก ซึ่งความโลภนี้ ทุกคนจะเห็นได้ในวันนี้ และวันนี้ อิหร่านแห่งอิสลาม เป็นประเทศเดียวที่ได้กล่าวอย่างเด็ดขาดว่า จะไม่ให้ผลประโยชน์ของผู้อื่นเหนือผลประโยชน์ของตนเองเป็นอันขาด”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า จุดมุ่งหมายของความพยายามของศัตรู โดยเฉพาะการใช้วิธีการสื่อสารใหม่ ๆ คือ การนำเอาอิทธิพลและการครอบงำของตะวันตกกลับมาสู่อิหร่านและกระทำซ้ำซากทางจิตวิญญาณของการไม่กระตือรือร้น การปฏิบัติตาม และการต้องพึ่งพาก่อนการปฏิวัติอิสลามในเยาวชนนักศึกษาชาวอิหร่าน โดยท่านกล่าวว่า “วิธีการเผชิญหน้ากับแผนการนี้ คือ การคงไว้ซึ่งจิตวิญญาณที่แข็งแกร่ง ซึ่งเห็นได้ในคำพูดของนักศึกษาในวันนี้ นอกจากนี้ ในการเผชิญหน้ากับความพยายามของศัตรู มีการเติบโตที่ดีในด้านศาสนา จริยธรรม และจิตวิญญาณ และมีองค์ประกอบทางความคิดที่มีคุณค่า ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในภาษาสมัยใหม่กำลังแสดงถึงแนวคิดของอิสลาม”
ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ได้กล่าวเสริมว่า “มหาวิทยาลัยในปัจจุบันนี้ มีความก้าวหน้าและเข้าใจมากกว่ามหาวิทยาลัยก่อนการปฏิวัติอิสลามและแม้แต่มหาวิทยาลัยเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา และตรงกันข้ามกับการโฆษณาชวนเชื่อบางอย่าง นักศึกษาและเยาวชนอิหร่านในวันนี้ พร้อมที่จะอยู่ในแนวหน้าในการต่อสู้กับศัตรูด้วยความมั่นคงและมีความเข้าใจที่ดีขึ้นในประเด็นต่างๆ”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ได้เน้นย้ำให้เห็นถึงคำแนะนำก่อนหน้านี้ที่เกี่ยวกับความสำคัญของการผลิตเนื้อหา รวมถึงในพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์ โดยท่านกล่าวว่า “สถานภาพของนักศึกษาเหมือนกับครู ผู้สอน เป็นผู้ตักเตือนและเป็นแสงสว่างนำทาง และควรพยายามอย่างหนักในการผลิตเนื้อหาและการอธิบายในประเด็นต่างๆมากขึ้น”
ในส่วนอื่นของคำปราศรัย ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลามได้ชี้ให้เห็นถึงคำแนะนำของท่านในปีที่ผ่านมาแก่นักศึกษาทั้งหลาย และยังเน้นย้ำอีกครั้งถึงองค์กรนักศึกษาได้ให้ความสำคัญกับภายในมหาวิทยาลัยอย่างยิ่ง โดยท่านกล่าวว่า “เยาวชนในมหาวิทยาลัยไม่มีความเกลียดชังหรือเป็นศัตรูกัน และพร้อมที่จะรับฟังและยอมรับ ซึ่งคาดหวังว่า องค์กรนักศึกษาจะทำให้สภาพแวดล้อมของมหาวิทยาลัยได้รับอิทธิพลจากความคิดที่ถูกต้องของพวกเขา”
ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ได้ให้คำแนะนำแก่นักศึกษาสำหรับการจัดประชุมร่วมกันเพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นหลักของประเทศและประเด็นเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวโดยรวมของการปฏิวัติอิสลามและสังคม ด้วยการใช้ประโยชน์จากบุคคลที่มีความคิดที่เชื่อถือได้ โดยท่านผู้นำกล่าวเสริมว่า “ในประเด็นต่างๆ พวกท่านจะต้องมีความระมัดระวัง อย่าให้การวิเคราะห์ต่างๆ จากสื่อทำให้พวกท่านมีความสับสนหรือเกิดข้อสงสัย และด้วยการวิจัยที่ถูกต้อง พวกท่านสามารถที่จะได้รับชัยชนะเหนือคำพูดที่ผิดพลาดได้”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า บางส่วนของการวิพากษ์วิจารณ์และข้อตำหนิของนักศึกษาต่อเจ้าหน้าที่ทั้งหลาย เกิดจากการไม่รู้ถึงแง่มุมต่างๆ ของปัญหา และท่านได้ชี้ให้เห็นถึงตัวอย่างหนึ่งของการวิพากษ์วิจารณ์ที่เกี่ยวกับเวลาการดำเนินการปฏิบัติการ วะอ์เดฮ์ ซอดิก 2 โดยท่านกล่าวว่า “การพูดว่าทำไมการปฏิบัติการนี้ยังไม่เกิดขึ้นในเวลานั้นและหากเกิดขึ้นจะสามารถป้องกันเหตุการณ์บางอย่างได้นั้น ถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะความรักและความผูกพันของผู้รับผิดชอบในเรื่องเหล่านี้ต่อการปฏิวัติอิสลามนั้นมีไม่น้อยไปกว่าข้าพเจ้าหรือพวกท่าน และไม่สามารถที่จะกล่าวโทษต่อพวกเขาได้”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ได้กล่าวเสริมว่า “พวกเขาจะดำเนินการด้วยการคิดคำนวณอย่างรอบคอบ และหากพวกท่านอยู่ในสถานภาพของพวกเขา พวกท่านก็จะกระทำเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้เอง ควรหลีกเลี่ยงด้วยการกล่าวโทษผู้อื่น ให้พิจารณาว่า การตัดสินใจนั้นอาจมีการคำนวณที่ถูกต้อง”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม อธิบายถึงกรอบของการวิพากษ์วิจารณ์ โดยท่านกล่าวว่า “การวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ใช่เป็นปัญหา แต่การวิจารณ์นั้นมีความแตกต่างจากการกล่าวหา การตั้งคำถามและข้อสงสัยไม่ใช่ปัญหา ตราบใดที่ยังมีโอกาสในคำตอบ แน่นอนว่า บางครั้งการตอบคำถามบางข้อ อาจเป็นไปไม่ได้ ซึ่งในกรณีเหล่านี้ ไม่ควรแม้แต่จะตั้งข้อสงสัยและไม่ควรถือว่าสมมติฐานที่เป็นไปได้นั้นเป็นความจริง”
ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ถือว่า การหลีกเลี่ยงจากการสร้างความแตกแยก การทำให้สิ้นหวัง การสร้างสองขั้ว การทำให้ผู้ฟังมองเจ้าหน้าที่จากการตัดสินใจในแง่ลบ และการแสดงให้เห็นว่ามีทางตัน เป็นกรอบอื่นๆ ในการวิพากษ์วิจารณ์ โดยท่านกล่าวเสริมว่า “บางครั้ง การวิพากษ์วิจารณ์ถูกนำเสนอในลักษณะที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่า เส้นทางข้างหน้าเป็นทางตัน ซึ่งสิ่งนี้เป็นการงานที่ผิด เป็นเหตุทำให้ประชาชนหมดความหวัง และจะต้องหลีกเลี่ยงอย่างจริงจัง”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ในการตอบโต้ตัวอย่างหนึ่งของการวิพากษ์วิจารณ์ในพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์ที่เกี่ยวกับเหตุผลที่ท่านผู้นำแสดงความยินดีกับการได้รับเสียงสนับสนุนจากรัฐมนตรีทั้งหมด แม้ว่าจะไม่ตรงกับเกณฑ์และตัวชี้วัดทั้งหมดก็ตาม โดยท่านได้เน้นย้ำให้ว่า ความกังวลของนักศึกษา ควรที่จะเป็นประเด็นหลักของประเทศ ไม่ใช่กรณีเช่นนี้ โดยท่านกล่าวว่า “การที่รัฐมนตรีทั้งหมดได้รับเสียงสนับสนุนและการจัดตั้งรัฐบาลที่สมบูรณ์ในเวลาที่เหมาะสม ซึ่งทำให้รัฐบาลสามารถบริหารประเทศได้ เป็นเหตุการณ์ที่น่าพอใจ เพราะหากรัฐมนตรีคนหนึ่งคนใดไม่ได้รับเสียงสนับสนุน กระทรวงนั้นก็จะไม่มีรัฐมนตรีเป็นเวลานาน และสิ่งนี้แย่ยิ่งกว่าการที่บุคคลที่ขาดบางเกณฑ์ได้รับเสียงสนับสนุนและอาจมีประสิทธิภาพหรือลักษณะบางอย่างที่ไม่เป็นที่พอใจ”
ในส่วนสุดท้ายของคำปราศรัย ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ได้กล่าวถึงประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวกับการเจรจากับอเมริกา
ในประเด็นแรก ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า คำพูดของประธานาธิบดีอเมริกาเกี่ยวกับความพร้อมที่จะเจรจาและการบรรลุข้อตกลงและการส่งจดหมายถึงอิหร่าน เป็นความพยายามที่จะหลอกลวงความคิดเห็นของสาธารณชนโลก โดยท่านกล่าวว่า จดหมายนี้ ยังไม่ถึงมือของข้าพเจ้า แต่อเมริกานั้นต้องการสร้างความเข้าใจผิดว่า อิหร่านไม่พร้อมที่จะเจรจาและการบรรลุข้อตกลง ซึ่งมีความขัดแย้งกับเรา ในขณะที่บุคคลนี้ซึ่งพูดเช่นนี้ได้ฉีกผลลัพท์ของการเจรจาของเรากับอเมริกา บัดนี้เราจะเจรจากับเขาได้อย่างไร ในเมื่อเรารู้ถึงผลลัพธ์ว่า จะไม่เกิดขึ้น?”
ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ได้ชี้ให้เห็นถึงบทความในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งที่ระบุว่า การขาดความไว้วางใจระหว่างสองคนที่อยู่ในสถานะสงคราม ไม่ควรที่จะเป็นอุปสรรคต่อการเจรจา โดยท่านผู้นำกล่าวว่า “บทความนี้มีความผิดพลาดอย่างมาก เพราะแม้แต่สองคนที่เจรจากันก็จะไม่เจรจากันได้ หากพวกเขาไม่ไว้วางใจในความซื่อสัตย์และความมุ่งมั่นของอีกฝ่ายต่อผลลัพธ์ของการพูดคุย กัน การเจรจาในสถานการณ์เช่นนี้ จะเป็นเรื่องที่ไร้สาระและไม่มีประโยชน์อย่างสิ้นเชิง”
ในประเด็นที่สาม ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม กล่าวว่า “ตั้งแต่แรก เป้าหมายของเราจากการเจรจา คือ การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งช่างโชคดียิ่งนัก ที่การคว่ำบาตรกำลังจะลดผลกระทบลงเรื่อยๆ ในกระบวนการที่ยืดเยื้อมายาวนาน”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม กล่าวเสริมว่า “พวกชาวอเมริกาบางคนก็เชื่อว่า การยืดเยื้อของการคว่ำบาตร ทำให้ผลกระทบลดลง นอกจากนี้ ประเทศที่ถูกคว่ำบาตร จะหาวิธีการเลี่ยงการคว่ำบาตร ซึ่งเราก็พบในวิธีการต่างๆ”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า ปัญหาที่มีอยู่ส่วนใหญ่เกิดจากการละเลยภายในประเทศ โดยท่านกล่าวว่า “หากเศรษฐกิจอยู่ในสภาพที่ไม่ดี แหล่งที่มาของมัน ไม่ใช่เพียงการคว่ำบาตร แต่การไม่ดำเนินการบางอย่างในสถานการณ์ปัจจุบันก็มีผลด้วยเช่นกัน”
ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ยังชี้ให้เห็นถึงคำพูดของชาวอเมริกาที่บอกว่า เราจะไม่ยอมให้อิหร่านได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์เป็นอันขาด โดยท่านผู้นำกล่าวว่า “หากเราต้องการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ อเมริกาไม่สามารถที่จะหยุดยั้งเราได้ สาเหตุที่เราไม่มีและไม่แสวงหาอาวุธนิวเคลียร์ คือ เราไม่ต้องการอาวุธประเภทนี้ ด้วยเหตุผลที่ได้เคยกล่าวไปก่อนหน้านี้แล้ว”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า ประเด็นการข่มขู่คุกคามของสหรัฐว่า จะใช้กำลังทหารของอเมริกา เป็นเรื่องที่ไม่สมเหตุสมผล โดยท่านเน้นย้ำว่า “การข่มขู่ว่า จะโจมตีและสร้างสงคราม ไม่ใช่เรื่องที่จะกระทำได้ฝ่ายเดียว และอิหร่านมีความสามารถที่จะตอบโต้ได้ทุกเมื่อ และจะกระทำอย่างแน่นอน”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม กล่าวเสริมว่า “หากอเมริกาและพันธมิตรของพวกเหล่านี้กระทำความผิดพลาด พวกเขาจะได้รับความสูญเสียมากกว่า แน่นอนว่า เรานั้นไม่ต้องการสงคราม เพราะว่าสงครามไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดี แต่หากผู้ใครก็ตามที่มีการดำเนินการ เราก็จะตอบโต้อย่างเด็ดขาด”
ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ได้กล่าวอธิบายว่า อเมริกากำลังอยู่บนเส้นทางที่อ่อนแอลง พร้อมทั้งท่านกล่าวเสริมว่า “ในด้านเศรษฐกิจ นโยบายต่างประเทศ นโยบายภายในประเทศ ปัญหาด้านสังคม และด้านอื่นๆ ของอเมริกากำลังอ่อนแอลง และไม่สามารถมีอำนาจเหมือน 20-30 ปีที่ผ่านมาได้อีกต่อไป”
ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ยังได้ชี้ให้เห็นถึงบุคคลภายในประเทศที่มักถามว่า ทำไมเราไม่นั่งที่โต๊ะเจรจา? โดยท่านผู้นำกล่าวว่า “การเจรจากับรัฐบาลอเมริกาในปัจจุบัน ไม่เพียงแต่จะไม่ยกเลิกการมาตรการคว่ำบาตร แต่ยังจะทำให้การแก้ไขปัญหาการคว่ำบาตรมีความยากขึ้นและเพิ่มความกดดัน อีกทั้งการเปิดโอกาสให้มีการเรียกร้องและความต้องการใหม่ๆ”
ในประเด็นสุดท้ายของคำปราศรัย ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ได้กล่าวถึงขบวนการต่อสู้มุกอวะมะฮ์ปาเลสไตน์และเลบานอนว่า มีความแข็งแกร่งและมีแรงจูงใจมากกว่าเดิม โดยท่านกล่าวว่า “เจ้าหน้าที่ชาวอิหร่าน รวมถึงรัฐบาลและประธานาธิบดีต่างเห็นพ้องต้องกันว่า เราจะต้องให้การสนับสนุนต่อขบวนการมุกอวะมะฮ์ปาเลสไตน์และเลบานอน ด้วยความสามารถทั้งหมด และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หากพระเจ้าทรงประสงค์ ประชาชาติอิหร่านในอนาคต จะยังคงเป็นผู้ถือธงชัยในการการยืนหยัดต่อสู้กับเหล่าผู้รังแกเหมือนในอดีตผ่านมา”
ในช่วงเริ่มต้นของการพบปะกันครั้งนี้ ตัวแทน 6 คนจากองค์กรนักศึกษาทั่วประเทศ ซึ่งมีรายชื่อดังต่อไปนี้ :
- มุจญ์ตาบา มังกุลี สำนักงานตะห์กีม วะห์ดัต
- มุฮัมหมัด อะซาดียอน สมาพันธ์นักศึกษาอิสลามมหาวิทยาลัยออซอด
- เมฮ์ดี บัซเมฮ์ องค์กรนักศึกษาบาซีจ
- มุฮัมหมัดเรซา เมรีมี ขบวนการเรียกร้องความยุติธรรม
- อะบุลฟัฎล์ มุฮัมมะดี สมาคมนักศึกษาอิสลาม
- และสตรี รัยฮาเนฮ์ ฮาซันกุรบาน จากกลุ่มนักศึกษาญิฮาดี
โดยตัวแทนทั้งหลายได้กล่าวแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประเด็นที่สำคัญของนักศึกษาและประเทศ ดังนี้
ความจำเป็นในการสร้างความสามัคคีระหว่างกลุ่มการเมืองและความชอบทางการเมืองของประเทศกับนโยบายหลักของรัฐอิสลามและแนวคิดอิหร่านที่แข็งแกร่ง ความจำเป็นในการหลีกเลี่ยงจากการกระทำซ้ำประสบการณ์ความขมขื่นของทศวรรษที่ผ่านมาในการเชื่อมโยงปัญหาของประเทศกับการเจรจากับอเมริกา ความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญกับผู้ด้อยโอกาสและแรงงานในการดำเนินตามนโยบายด้านเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ ความต้องการของสาธารณชนในการได้รับคำตอบที่สร้างความเชื่อมั่นในการแก้ไขปัญหาสังคมที่ซับซ้อน การวิพากษ์วิจารณ์การสร้างความสิ้นหวังและความอ่อนแอในมหาวิทยาลัย การวิจารณ์การเพิ่มค่าเล่าเรียนในมหาวิทยาลัยออกซอดสาขาด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ ความจำเป็นในการแปรรูปที่แท้จริงและการหลีกเลี่ยงจากการแข่งขันของรัฐบาลกับภาคเอกชน ความจำเป็นที่ฝ่ายตุลาการสูงสุดจะต้องป้องกันไม่ให้คดีต่างๆ ถูกทำให้เป็นคดีทางการเมือง ความจำเป็นในการอำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มนักศึกษาญิฮาดีในฐานะเป็นแกนกลางของความสามัคคีของนักศึกษาในการบริการผู้ด้อยโอกาส ความจำเป็นในการอำนวยความสะดวกให้กับกรอบกฎหมายสำหรับการมีส่วนร่วมทางการเมืองและเศรษฐกิจของประชาชน ความจำเป็นที่กลุ่มการเมืองของประเทศจะต้องปรับตัวเพื่อให้เกิดแนวคิดใหม่ในการปกครอง และความจำเป็นในการให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งหมดเหล่านี้ ล้วนเป็นประเด็นและข้อเสนอแนะที่ตัวแทนองค์กรนักศึกษาได้นำเสนอในการพบปะกับผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลามในครั้งนี้