“การปฏิบัติการณ์ในเชิงปฏิบัติของเหล่าประเทศอิสลาม คือวิธีการในการแก้ไขวิกฤติในเมียนมา”

ท่านผู้นำสูงสุดกล่าววิพากษ์วิจารณ์ต่อการนิ่งเฉยขององค์การนานาชาติ

ในช่วงเริ่มต้นบทเรียนนิติศาสตร์อิสลามชั้นสูง ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลามกล่าววิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงต่อการนิ่งเฉยขององค์การนานาชาติต่อโศกนาฏกรรมที่ร้ายแรงในเมียนมา

เมื่อช่วงเช้าของวันอังคาร (12 กันยายน) ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลามได้กล่าวในช่วงเริ่มต้นบทเรียนนิติศาสตร์อิสลามชั้นสูง โดยท่านได้ชี้ถึงโศกนาฏกรรมร้ายแรงที่เกิดขึ้นในเมียนมาร์ และยังกล่าววิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงต่อการนิ่งเฉยและไม่แสดงปฏิกริยาตอบโต้ขององค์การนานาชาติในเหตุโศกนาฏกรรมที่ร้ายแรงนี้ และท่านผู้นำยังได้เสนอวิธีการในการแก้ไขวิกฤตินี้ ก็คือ การปฏิบัติการณ์เชิงปฏิบัติของเหล่าประเทศอิสลามทั้งหลาย ในการเพิ่มแรงกดดันทางการเมืองและเศรษฐกิจต่อประเทศเมียนมาร์ที่ไร้ซึ่งความปราณีและท่านยังกล่าวอีกว่า สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านจะต้องแสดงจุดยืนในการต่อต้านการกดขี่ในทุกพื้นที่ในโลกอย่างกล้าหาญและเปิดเผย

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ถือว่า การทำให้โศกนาฏกรรมในเมียนมานั้นเป็นเพียงการปะทะกันทางศาสนาถือว่าไม่ถูกต้อง และยังกล่าวเสริมว่า "แน่นอนอคติทางศาสนา อาจจะมีบทบาทในเหตุการณ์นี้ แต่ประเด็นนี้คือประเด็นทางการเมืองเพราะรัฐบาลพม่าเป็นผู้ดำเนินการโดยมีผู้นำสตรีที่ไร้ซึ่งความปราณีที่เพิ่งได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ และด้วยกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ถือว่าเป็นการแสดงออกถึงการสิ้นสุดของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพนั้นอย่างแท้จริง

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม กล่าวเสริมว่า โศกนาฏกรรมครั้งนี้ได้เกิดขึ้นต่อสายตาของประเทศทั้งหลาย รัฐบาลต่างๆและองค์การนานาชาติและรัฐบาลที่โกหกหลอกลวงโดยมีการอ้างสิทธิมนุษยชนจากรัฐบาลที่ไร้ซึ่งความปราณีอย่างเมียนมา

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ยังได้กล่าววิพากษ์วิจารณ์ต่อการกล่าวประณามเพียงอย่างเดียวของเลขาธิการสหประชาชาติในการก่ออาชญากรรมในเมียนมา โดยกล่าวเสริมว่า

"บรรดาผู้ที่อ้างว่า เขานั้นเป็นผู้สนับสนุนด้านสิทธิมนุษยชน บางครั้งในการลงโทษผู้กระทำความผิดในประเทศใดประเทศหนึ่งกลับสร้างให้เป็นเรื่องที่ใหญ่โต ในขณะที่เมื่อเผชิญกับการสังหารหมู่ของประชาชนและการลี้ภัยของประชาชนจำนวนหลายแสนคน กลับไม่แสดงปฏิกิริยาอะไรออกมาเลย

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการดำเนินการของรัฐบาลอิสลามและมาตรการเชิงปฏิบัติและกล่าวว่า "แน่นอนว่าการปฏิบัติการณ์ในเชิงปฏิบัติ ไม่ได้หมายความว่า คือการใช้กำลังทางทหาร แต่จำเป็นจะต้องเพิ่มแรงกดดันทางการเมือง เศรษฐกิจและการค้ากับรัฐบาลเมียนมาและเรียกร้องสิทธิมนุษยชนไปยังองค์การนานาชาติ "

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังถือว่า การจัดประชุมอย่างเร่งด่วนขององค์กรความร่วมมือกลุ่มประเทศอิสลามในกรณีโศกนาฏกรรมในเมียนมาถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง และท่านยังกล่าวเสริมว่า โลกวันนี้ในปัจจุบัน คือโลกแห่งความกดขี่และฉ้อฉล ซึ่งสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านถือว่าเป็นความภาคภูมิใจในการปกป้องผู้กดขี่ทั้งหลายในทั่วมุมโลก ไม่ว่าในแผ่นดินที่ถูกยึดครองโดยไซออนิสต์ ในเยเมน ในบะฮ์เรนหรือในเมียนมาก็ตาม ซึ่งจะต้องมีจุดยืนที่กล้าหาญและชัดเจนอีกด้วย

 

 

700 /