ท่านอยาตุลลอฮ์คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดแห่งการปฏิวัติอิสลามได้ส่งสาส์นมายังบรรดาผู้แสวงบุญ

สาส์นฮัจญ์โดยท่านผู้นำสูงสุดปีฮิจเราะฮ์ศักราช 1438

เนื่องในวาระเทศกาลฮัจญ์ได้เวียนมาบรรจบอีกครั้ง ท่านอยาตุลลอฮ์คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดแห่งการปฏิวัติอิสลามได้ส่งสาส์นมายังบรรดาผู้แสวงบุญ

โดยมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮ์ ผู้ทรงกรุณาปราณียิ่งเสมอ

มวลการสรรเสริญเป็นสิทธิแด่พระผู้อภิบาลแห่งสากลจักวาล

ขอความจำเริญและสันติสุขพึงมีแด่ท่านศาสดามุฮัมมัด และบรรดาวงศ์วานผู้บริสุทธิ์ยิ่งของท่าน อีกทั้งเหล่าศอฮาบะฮ์ ผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย

ข้าพเจ้าขอขอบพระคุณพระเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่ที่ทรงประทานความผาสุกในการประกอบพิธีฮัจญ์ในปีนี้ให้กับจำนวนมหาศาลของศรัทธาชนจากทั่วมุมโลก เพื่อจะให้พวกเขาจะได้ดื่มจากตาน้ำที่รินไหลนี้ ตลอดทั้งกลางวันและค่ำคืนที่มีคุณค่ายิ่ง เปรียบเสมือนดั่งเคมีแห่งปาฏิหาริย์ที่ทำให้หัวใจทั้งหลายมีการเปลี่ยนแปลงและทำให้จิตวิญญาณทั้งหลายมีความสะอาดบริสุทธิ์ ด้วยกับการเข้าใกล้ชิดในความยิ่งใหญ่ของบ้านแห่งพระองค์ ในการประกอบอะมัลอิบาดัตที่ความนอบน้อมและการรำลึกถึงพระองค์ด้วยความใกล้ชิดยังพระองค์

ฮัจญ์ คือ อิบาดัตที่แฝงไปด้วยกับความลี้ลับ และบ้านอันทรงเกียรตินี้เป็นที่มาแห่งบะรอกัต (สิริมงคล)ของพระองค์ เป็นสัญญาณอันแจ่มชัดของพระองค์ ,ฮัจญ์ยังสามารถที่จะทำให้บ่าวผู้ศรัทธาคนหนึ่งเข้าถึงยังฐานะภาพอันสูงส่งทางจิตวิญญาณได้ โดยเป็นการสร้างเขาให้เป็นมนุษย์ที่สูงส่ง อีกทั้งยังทำให้เขาเป็นผู้มีบะศีรัต (รู้แจ้งเห็นจริง) และเป็นผู้ที่มีความกล้าหาญในการต่อสู้ ,ฮัจญ์ยังมีในด้านจิตวิญญาณ การเมือง ปัจเจกบุคคลและสังคม ซึ่งสังคมวันนี้ของชาวมุสลิมนั้นมีความต้องการทั้งสองด้านนี้

ในอีกด้านหนึ่ง มายากลของวัตถุนิยมด้วยการใช้เครื่องมือขั้นสูงในการยั่วยุและสร้างความงเสื่อมเสียให้กับสังคมและในอีกมุมหนึ่ง นโยบายของระบบมหาอำนาจที่ครอบงำได้จุดไฟแห่งฟิตนะฮ์ให้เกิดขึ้นในสังคมของมุสลิมและยังได้เปลี่ยนประเทศอิสลามให้กลายเป็นนรกที่ไม่มีความปลอดภัยและมีความขัดแย้งกัน ขณะที่ฮัจญ์นั้นอาจจะเป็นยารักษาโรคที่จะเยียวยาเชื้อโรคทั้งสองนี้ได้หมดจากประชาชาติอิสลามได้ ด้วยการชำระล้างหัวใจให้สะอาด ทำให้มีแสงสว่างแห่งตักวา (ความยำเกรง) และการมีมะอ์รีฟัต อีกทั้งยังทำให้สายตาที่ปิดจากความชั่วร้ายอันข่มขืนของโลกอิสสลามได้ถูกเปิดออก และให้มีความมุ่งมั่นอันแข็งแกร่งในการเผชิญหน้ากับศัตรูทั้งหลาย

วันนี้โลกอิสลามได้ประสบกับความไม่มั่นคง ทั้งความไม่มั่นคงทางศีลธรรม จิตวิญญาณและทางการเมือง ปัจจัยหลัก ก็คือ ความเพิกเฉยของพวกเราและการโจมตีของเหล่าศัตรูที่ไร้ซึ่งความปราณี ขณะที่เราก็มิได้ปฏิบัติหน้าที่ทางศาสนาด้วยเหตุผลอย่างจริงจัง ทั้งนี้ เราก็ยังลืม

พวกเขาคือผู้ปฏิเสธที่แข็งแกร่ง اَشِّدآءُ عَلَی الکُفّار และจะต้องมีความเมตตาต่อพวกเขา

رُحَمآءُ بَینَهُم บทอัลฟัตฮ์ โองการ 29

ผลลัพท์ก็คือ รัฐเถื่อนไซออนิสต์กำลังสร้างความเสียหายให้กับภูมิศาสตร์ของโลกอิสลาม และเราได้เพิกเฉยต่อหน้าที่หลัก ก็คือ การปลดปล่อยปาเลสไตน์ ขณะที่พวกเรากลับสาระวนอยู่กับการทำสงครามภายใน เช่น ในซีเรีย อิรัก เยเมน ลิเบีย และบะฮ์เรน อีกทั้งการต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายในอัฟกานิสถาน ปากีสถาน เป็นต้น

เหล่าผู้นำของประเทศอิสลามและผู้เชี่ยวชาญทางการเมือง ศาสนาและวัฒนธรรมในโลกอิสลามนั้นต่างมีหน้าที่รับผิดชอบอันหนักอึ้งไว้บนบ่าของพวกเขา ก็คือ หน้าที่ในการสร้างเอกภาพและหลีกเลี่ยงจากความขัดแย้งทางชาติพันธุ์และศาสนา ,หน้าที่ในการแจ้งให้ประชาชาติต่างๆทราบถึงความเป็นศัตรูและการทรยศของเหล่ามหาอำนาจและไซออนิสต์, หน้าที่ในการเตรียมพร้อมในการเผชิญหน้ากับเหล่าศัตรูทั้งในสงครามจิตวิทยาและสงครามภาคสนาม ,หน้าที่ในการยุติอย่างรวดเร็วในการก่อโศกนาฏกรรมในหมู่ประเทศอิสลาม ซึ่งตัวอย่างที่เห็นในวันนี้ ก็คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเยเมน ที่ทำให้เกิดความโศกเศร้าไปทั่วมุมโลก ,หน้าที่ในการปกป้องชนกลุ่มน้อยของชาวมุสลิม เช่น ชาวมุสลิมโรฮิงญาในเมียนมา และหน้าที่ๆสำคัญกว่าก็คือ การปกป้องปาเลสไตน์ ร่วมยืนเคียงข้างประชาชนชาตินี้ที่พวกเขาต้องต่อสู้ในการยึดครองประเทศมากว่า 70 ปี

นี่คือหน้าที่ๆสำคัญของพวกเราทุกคน ซึ่งประชาชนทั้งหลายจะต้องเรียกร้องต่อรัฐบาลของพวกเขาและกลุ่มชนชั้นนำจะต้องมีความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและมีความตั้งใจอันบริสุทธิ์ จากการกระทำเหล่านี้แสดงถึงความช่วยเหลือจากพระผู้เป็นเจ้าจะสัมฤทธิผล โดยที่ไม่มีข้อสงสัยใดๆทั้งสิ้นว่านี่คือพันธสัญญาของพระองค์ที่มาพร้อมกับความช่วยเหลือของพระองค์

นี่คือส่วนหนึ่งของบทเรียนของฮัจญ์และข้าพเจ้าหวังว่าพวกท่านจะเข้าใจและนำไปปฏิบัติ และข้าพเจ้าขอให้ฮัจญ์ของพวกท่านนั้นถูกตอบรับและขอเทอดเกียรติของบรรดาชะฮีดแห่งมินาและมัสยิดุลฮะรอม อีกทั้งยังขอวิงวอนต่อพระองค์โปรดทรงยกฐานันดรของพวกเขาให้สูงยิ่งขึ้นด้วยเถิด

วัสสลามุอะลัยกุม วะเราะฮ์มะตุลลอฮ์

ซัยยิดอะลี คาเมเนอี

31 สิงหาคม 2017 (9 ซุลฮิจญะฮ์ 1438)

 

700 /