ประชาชนแคว้นอาเซอร์ไบจันเข้าพบท่านผู้นำสูงสุดแห่งการปฏิวัติ

22บะฮ์มันคือการรักษาศักดิ์ศรีและเกียรติยศของการปฏิวัติอิสลาม

ท่านผู้นำได้กล่าวในการเข้าพบของบรรดาประชาชนหลายพันคนของชาวแคว้นอาเซอร์ไบจัน ต่อการตอบสนองความรู้สึกของประชาชาติจากการแสดงพลังและความสามัคคีในการเดินขบวนในวัน 22 บะฮ์มันถือว่าเป็น “การรักษาเกียรติของการปฏิวัติ ระบอบและอิหร่าน ”และท่านยังชี้ว่า ในการเข้าร่วมของประชาชนในครั้งนี้นั้น เจ้าหน้าที่รัฐทั้งหลายอย่าได้คิดว่า ประชาชนไม่มีการฟ้องร้องจากรัฐฯ ท่านผู้นำยังเสริมว่า “อเมริกานั้นต้องการที่จะย้ำซ้ำหลายครั้งหลายคราถึงภัยคุกคามและสงครามทางทหาร เพื่อที่จะทำให้เจ้าหน้าที่รัฐไม่สนใจต่อสนามที่แท้จริงของสงคราม หมายถึง สงครามทางเศรษฐกิจ ฉะนั้น เจ้าหน้าที่จะต้องมีการตื่นตัวและมีความพยายามอุตสาหะในการแก้ไขปัญหาต่างๆเช่น การว่างงาน, เงินเฟ้อ, ภาวะเศรษฐกิจถดถอย

ผู้นำสูงสุดของการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า การเข้าร่วมของประชาชาติในการเดินขบวนวันที่  22 บะฮ์มัน ปีนี้ แสดงถึง”การรักษาศักดิ์ศรีและเกียรติยศของการปฏิวัติอิสลามในระบอบการปกครองในอิหร่าน” อีกทั้งยังกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจต่อประชาชน โดยเน้นว่า ในปีนี้ ไม่เพียงแต่แหล่งข่าวภายในที่กล่าวถึงการเข้าร่วมโดยส่วนมากของประชาชน จากเมืองต่างๆ แต่ทว่าบรรดาศัตรูของการปฏิวัติ ซึ่งแตกต่างจากหลายปีก่อนหน้านี้ที่ใช้คำว่า "หลายล้านคน" โดยยอมรับการเข้าร่วมที่มีเกียรตินี้ และวาจาของข้าพเจ้าเป็นการแสดงถึงความขอบคุณนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่น้อยนิด 

ท่านผู้นำสูงสุด ยังชี้ถึง การเพียรพยามอย่างหนักอึ้งของหน่วยซีไอเอ, องค์กรมอสสาด หน่วยสืบราชการลับของสหราชอาณาจักรและการใช้จ่ายด้วยด็อลล่าร์แลกน้ำมัน petrodollars เพื่อสร้างสูญญากาศในการต่อต้านการปฏิวัติและสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน โดยท่านกล่าวว่า ตลอดช่วงปีที่ผ่านมา ได้มีเครือข่ายดาวเทียมหลายร้อยสถานี, โซเชี่ยลมีเดียและบรรดาผู้ล้มละลายที่หนีออกจากอิหร่านด้วยกับการดูถูกเหยียดหยามและเป็นผู้กล่าวหาระบอบการปกครองนี้ แต่ด้วยกับการเข้าร่วมครั้งยิ่งใหญ่ของประชาชาตินี้ เหมือนดั่งหยาดฝนแห่งความเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า ในวันที่ 22 บะฮ์มัน ได้ทำการชำระล้างอากาศที่เปื้อนฝุ่นให้สะอาด และเสมือนกับสายน้ำที่ไหลผ่านและบริสุทธิ์ ที่มาพัดพาสิ่งสกปรกออกจนหมดสิ้น 

อยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ถือว่า ผลสะท้อนขององค์ประกอบในการเดินขบวน 22 บะฮ์มัน เป็นสิ่งที่จำเป็นและมีความสำคัญมากโดยกล่าวเสริมว่า ส่วนมากของประชาชนที่เข้าร่วมครั้งยิ่งใหญ่นี้ มิเคยได้สัมผัสกับยุคมืดของจอมเผด็จการทรราช, ชัยชนะของการปฏิวัติอิสลามโดยท่านอิมามโคมัยนี และสงครามการป้องกันประเทศอันศักดิ์สิทธิ์ แต่ทว่าพวกเขาต่างออกมาเดินตามท้องถนนด้วยกับความรู้สึก การมีมะอ์รีฟัต (เข้าใจอย่างถ่องแท้) มีวิสัยทัศน์และทัศนะคติที่ดีต่อการปฏิวัติอิสลาม 

ท่านผู้นำกล่าวอีกว่า การเข้าร่วมของประชาชนที่เต็มไปด้วยกับความหวังและการยืนหยัดของเยาวชนรุ่นที่สามและสี่ในสนามการป้องกันการปฏิวัติและระบอบการปกครองของอิสลาม แสดงถึงการพัฒนาและการเติบโตของการปฏิวัติซึ่งถือว่าเป็นจุดที่มีความสำคัญมากอย่างมีนัยยะที่สำคัญยิ่ง 

ผู้นำสูงสุดของการปฏิวัติอิสลาม ถือว่า บรรดาศัตรูมีความพยายามที่จะทำให้การปฏิวัติไร้ซึ่งประสิทธิภาพและเป็นการตำน้ำในครก (ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ) โดยท่านเสริมว่า : แน่นอนที่สุด เราก็เหมือนกับทุกคนในโลกนี้ที่มีความไม่เป็นระเบียบ แต่เรามิได้ปล่อยให้ผ่านพ้นไป ขณะที่ศัตรูต่างพยายามที่จะทำให้การพัฒนาก้าวหน้าตลอดช่วง 38 ปีล่าสุดนั้น ไมให้มีการสนใจและทำให้ประชาชนผิดหวังจากการปฏิวัตินี้ 

อยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ยืนยันถึงผลรายงานที่เกิดขึ้นจริงของการพัฒนาประเทศล่าสุดในช่วงทศวรรษที่สี่ของโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ นับว่า เป็นความประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งและเน้นย้ำว่า : บางส่วนของความพัฒนาการก้าวหน้าเหล่านี้และการคืบหน้า มักจะเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาหนึ่งร้อยปีด้วยซ้ำไป

ท่านผู้นำสูงสุด ยังถือว่า ผลที่ได้รับจากการปฏิวัติอิสลามนั้นเป็นเกียรติแห่งชาติและศักดิ์ศรีของชาวอิหร่านในการเปรียบเทียบกับยุคอันต่ำต้อยของเผด็จการทรราช และท่านยังกล่าวเสริมว่า : เผด็จการที่มีความต่ำต้อยจากอเมริกาและอังกฤษต้องการแสดงให้ประชาชนพบกับความต่ำต้อยเช่นกัน แต่ทว่าในวันนี้ ทุกๆคนต่างก็ยอมรับในเกียรติยศและอำนาจของประชาชาติในการเข้าร่วมของประชาชน และพวกเขาต่างทราบดีว่า เกือบทุกๆปัญหาของภูมิภาค หากไม่มีอิหร่านเข้าร่วมด้วยก็จะไม่ได้รับการแก้ไข และการงานก็จะไม่ก้าวไปข้างหน้า 

ผู้นำการปฏิวัติอิสลาม ได้ประกาศว่า วันที่ 22 บะฮ์มัน เป็น “ของขวัญจากพระผู้เป็นเจ้าและเป็นโอกาสอันมีคุณค่ายิ่ง"ในการตอบสนองความต้องการของประชาชน ท่านเสริมว่า: ในปีนี้ แสดงให้เห็นว่าประเทศได้ยืนหยัดต่อกรกับบรรดาศัตรูและเรียกร้องให้บรรลุถึงความคืบหน้าของระบอบอิสลามที่ได้มาจากประชาชน และเจ้าหน้าที่รัฐคนใดที่ไม่ร่วมและยืนหยัดอยู่กับประเทศ เขาก็จะไม่มีจุดยืนในประเทศนี้เช่นกัน 

อยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ได้ย้ำกับบรรดาเจ้าหน้าที่รัฐฯว่า : ในการเข้าร่วมของประชาชนอย่างมากมาย ในขณะที่ศัตรูที่หลบซ่อนเพื่อที่จะกลืนกินอิหร่านนั้น มิได้หมายความว่า พวกเขา (ประชาชนทั้งหลาย) นั้นพึงพอใจจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐฯ เพราะว่ามีปัญหาต่างๆมากมาย เช่น ปัญหาการว่างงานและการไม่ใส่ใจต่อการแก้ไขปัญหาของเจ้าหน้าที่ ถือว่าพวกเขานั้นรู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่

 

ท่านผู้นำสูงสุดยังชี้ว่า “ปีแห่งเศรษฐกิจต้านทานและการดำเนินการและ การปฏิบัติ” กำลังจะสิ้นสุดลงและบรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐและองค์กรอื่นๆ จะต้องมีการรายงานให้กับประชาชนว่า ได้มีการปฏิบัติการณ์อะไรไปแล้วบ้าง? 

ในบริบทนี้ ผู้นำสูงสุดกล่าวว่า เจ้าหน้าที่รัฐฯไม่ควรจะบอกกับประชาชนว่า  “ควรจะเป็นอย่างนั้น” แต่จงพูดว่า “มันได้เป็นเช่นนั้น” 

อยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี กล่าวว่า ปัญหาการว่างงานและภาวะเศรษฐกิจถดถอยและข้าวของมีราคาแพง"ถือว่าเป็นปัญหาที่สำคัญของประเทศและท่านยังกล่าวอีกว่า “อันที่จริงบรรดาเจ้าหน้าที่ก็กำลังจะพยายามอย่างเต็มที่ แต่ทว่าความสามารถของประเทศนั้นมากกว่านี้เสียอีกและยังพบวิธีการในแก้ไขปัญหาถูกกำหนดในหลายมิติด้วยกัน” 

ท่านผู้นำสูงสุดยังชี้ถึง คำพูดของท่านเมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา ในเรื่องเป้าหมายของศัตรูที่สร้างความกดดันทางเศรษฐกิจและการทำให้ประชาชนมีความใจเย็นในเรื่องนี้ โดยกล่าวเสริมว่า เจ้าหน้าที่ทั้งหลายของรัฐฯจะต้องให้ความสำคัญในปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบ แต่ทว่าปัญหาทางวัฒนธรรมและวิทยาศาสตร์ ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญด้วยเช่นกัน แต่หากมองในระยะสั้นๆปัญหาทางเศรษฐกิจนั้นมีความสำคัญกว่าในระดับต้นๆ 

ผู้นำสูงสุดของการปฏิวัติอิสลาม ในการวิเคราะห์เป้าหมายที่แท้จริงของรัฐบาลก่อนและปัจจุบันของอเมริกาโดยการกล่าวซ้ำในการข่มขู่อิหร่านยังสงคราม  ได้กล่าวเสริมว่า วันนี้ ก็เหมือนกับก่อนๆ ที่ตัวเลือกทางการทหารอยู่บนโต๊ะของพวกเขา และเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบชาวยุโรปคนนั้น ยังพูดกับเจ้าหน้าที่ของรัฐฯของเราว่า หากไม่มีข้อตกลงเจรจาก็จะเกิดสงครามอย่างแน่นอน   แต่คำพูดนี้เป็นเรื่องโกหกทั้งเพ เพราะว่าพวกเขาต้องการที่จะทำให้เราเบี่ยงเบนความสนใจในสงครามที่แท้จริง นั่นคือ สงครามทางเศรษฐกิจ ยังการสงครามทางทหาร เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของรัฐฯออกห่างจากการแก้ไขปัญหาในด้านการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสงครามทางวัฒนธรรมตะวันตกกับประชาชาติอิหร่าน 

 

อยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ถือว่า การตรวจสอบและติดตามและวางแบบแผนเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง และกล่าวว่า ประธานาธิบดีที่เคารพ จะต้องกล่าวย้ำกับผู้บริหารดำเนินการ ในการจัดการอย่างความโปร่งใสพร้อมกับการตรวจสอบและติดตามอย่างต่อเนื่อง มิใช่ว่าการที่ผู้บริหารจัดการกล่าวว่า จงเป็น ฝ่ายที่รับผิดชอบก็ตอบว่า ตกลง จะเห็นได้ว่า การพัฒนาและการดำเนินการจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติอิสลาม ยังกล่าวถึง โองการอัลกุรอานที่กล่าวว่า 

وَأَعِدُّواْ لَهُم مَّا اسْتَطَعْتُم مِّن قُوَّةٍ 

“และพวกเจ้าจงเตรียมไว้ เพื่อ (การรับมือกับ) พวกเขา สิ่งที่พวกเจ้านั้น้มีความสามารถ”

โดยเน้นว่า : จุดประสงค์ของโองการนี้ มิได้เฉพาะกับความสามารถทางการทหารเท่านั้น แต่ทว่าความหมายของโองการนี้ก็คือไม่ว่าท่านจะมีความสามารถทางภายในก็ตาม จากทุกๆความสามารถ ซึ่งนี่คือความแข็งแกร่งในการโครงสร้างภายใน ที่หลายต่อหลายครั้งข้าพเจ้าได้กล่าวไปแล้ว

ผู้นำสูงสุดของการปฏิวัติอิสลามถือว่าเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ในการพัฒนาที่จะเพิ่มขึ้นร้อยละแปด เปอร์เซ็น ตามที่ผู้เชี่ยวชาญได้กำหนดไว้ด้วยกับการวางเงื่อนไขในการใช้ประโยชน์จากปริมาณภายในของประเทศ โดยกล่าวว่า ความหมายที่แท้จริงของการพัฒนาคือ การพัฒนาการทางการผลิต และความแข็งแรงภายในทางเศรษฐกิจ นั่นคือ ความหมายของเศรษฐกิจต้านทาน มิใช่เพียงการขายน้ำมันให้มากยิ่งขึ้น แน่นอนนอกจากนี้ยังจะเป็นประโยชน์ด้วยเช่นกัน 

ท่านผู้นำสูงสุดยังได้วิจารณ์ถึงองค์กรที่สนใจเพียงปริมาณน้อยและความอ่อนแอ ถือว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ใหญ่ และกล่าวเสริมว่า จุดที่จะต้องให้ความสนใจก็คือ องค์ประกอบของกลุ่มนี้ก็คือ พวกเขาเป็นผู้ที่เป็นศัตรูกับการคว่ำบาตร 

ผู้นำสูงสุดของการปฏิวัติอิสลาม  ในส่วนต่างๆของคำพูดของท่าน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่  29 เดือนบะฮ์มัน ปี 1356 ที่ตับรีซ ถือว่า เป็นบทเรียนที่สำคัญเหมือนเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนประเทศและชัยชนะการปฏิวัติแห่งอิสลามโดยกล่าวเสริมว่า : ประชาชนชาวอาเซอร์ไบจัน ได้เข้าร่วมในทุกเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมืองที่สำคัญทั้งหมดตลอระยะเวลาที่ผ่านมา 130 ปี เช่น ในกรณีเหตุการณ์ตัมบากู(ยาสูบ),ขบวนการปฏิรูปรัฐธรรมนูญ, การปฏิรูปแห่งชาติของอุตสาหกรรมน้ำมัน, การปฏิวัติอิสลาม และสงคราการป้องกันอันศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาทั้งหลายเป็นแกนนำหลักของการต่อสู้และนี่คือเอกลักษณ์และประวัติศาสตร์ความภาคภูมิใจของอาเซอร์ไบจัน

อยาตุลลอฮ์คาเมเนอี ยังชี้ถึงการเคลื่อนไหวในการสร้างความแตกแยกของคนบางกลุ่มในปีแรกๆของการปฏิวัติในเมืองตับรีซโดยกล่าวว่า ท่านอิหม่ามผู้ทรงเกียรติของเราในการต่อต้านกับการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นจากนโยบายเก่าๆของอังกฤษได้กล่าวว่า "ไม่มีผู้ใดต้องกังวลใจเพราะว่าพวกเขาประชาชนชาวตับรีซจะให้คำตอบอย่างแน่นอน และเป็นเช่นนั้น 

ท่านยังถือว่า การตื่นตัวของประชาชนทั้งหลาย เช่น ประชาชน ,เยาวชน และบรรดานักอัจฉริยบุคคลชาวอาเซอร์ไบจัน ในการต่อต้านการสร้างความแตกแยกและการกระซิบกระซาบของศัตรู โดยกล่าวว่า อาเซอร์ไบจัน คือจุดแข็งแกร่งของการปฏิวัติและระบอบการปกครองอิสลาม และประชาชนชาวเมืองนี้นั้นในการรักษาเอกภาพแห่งชาติได้เสียสละตยเพื่อที่จะให้ทุกคนรู้คุณค่าของการเสียสละนี้ 

อยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ยังถือว่า  ความหลากหลายของชนชาติพันธุ์ที่แตกต่างกัน เช่น เติร์ก ฟาร์ซ,  เลอร์ ,เคิรกด์ ,อาหรับ และบะลูช นั้นเป็นโอกาสที่มีคุณค่าสำหรับอิหร่าน และท่านกล่าวย้ำอีกว่า ศัตรูต้องการที่สร้างรอยร้าวให้เกิดขึ้นในเผ่าพันธ์ต่างๆเพื่อที่จะทำให้เกิดช่องว่างและความสั่นสะเทือนในประเทศ ในขณะเดียวกันช่องว่างจะไม่เกิดขึ้น และประชาชาติจะมีความเป็นปึกแผ่นและเอกภาพอย่างแท้จริง ไ

 

ท่านผู้นำสูงสุดการปฏิวัติ ยังชี้ถึงการเป็นเกราะคุ้มกันและการยืนหยัดของเผ่าพันธ์ที่ยิ่งใหญ่ของอิหร่านและที่ดีที่สุด ก็คือ ประชาชนชาวอาเซอร์ไบจัน ในการต่อสู้กับนโยบายอันสกปรกของศัตรู

 ท่านมัรฮูม เมาละวี อับดุลอะซีซ ซาดาตี เป็นนักวิชาการของอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ของเผ่าบะลูช ,มัรฮูมชะฮีด ชัยคุลอิสลาม เป็นนักวิชาการอะฮ์ลิซซุนนะฮ์ ชาวคูรดิสตาน และเช่นกัน นายพลทหารหนุ่มชาวอาหรับ คูซิสตาน ชะฮีด อะลี ฮาชิมี ถือว่าทั้งหมดนั้นคือ หนึ่งในตัวอย่างของการเคลื่อนไหวที่มีความสามัคคีและเอกภาพของเผ่าพันธ์ต่างๆในการปกป้องอิสลามและการปฏิวัติ โดยท่านเสริมว่า : ประเทศอิหร่านเป็นประเทศที่มีเอกภาพ,ความสามัคคีและใจเดียวกัน 

อยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ยังชี้ถึง ในขณะเดียวกันกับที่ระบุไว้ในหลายวันที่ผ่านมาว่า "การปรองดองแห่งชาติ" ถือว่าไร้ความหมายและได้วิจารณ์จากการตีความของหนังสือพิมพ์ต่างๆ โดยกล่าวว่า แล้วประชาชน พวกเขามีการทะเลาะกันหรือจึงจะมาปรองดองกัน ไม่มีการทะเลาะกัน แต่ทว่า ประชาชนของเราจะไม่ปรองดองกับกลุ่มชนที่ปี 88 ปีอิหร่าน ที่พวกเขาดูถูกประชาชนในวันอาชูรอ ฮุซัยนี ด้วยกับไร้ซึ่งความปราณีและไม่ละอายใจ ได้จับเยาวชนอาสาสมัครเปลือยกายและทุบตี  

ท่านเสริมอีกว่า : แน่นอนผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรากฐานของการปฏิวัติและกล่าวว่า “การเลือกตั้งนั้นเป็นข้ออ้างและรากฐานของระบอบคือเป้าหมายของเรา” มีจำนวนเพียงน้อยนิด ไม่กี่บางในตัวเลข เมื่อเปรียบเทียบกับมหาสมุทรอันกว้างใหญ่และสดชื่นประเทศชาติอิหร่าน เป็นเพียงหยดน้ำหยดเล็กๆเท่านั้น

ผู้นำสูงสุดการปฏิวัติ ยังกล่าวว่า ประชาชนชาวอิหร่าน ในที่ๆมีชื่อว่าอิสลาม ,อิหร่าน อิสระเสรีภาพและการยืนหยัดต่อสู้กับศัตรูจะเข้าร่วมอยู่ด้วยและทุกคนก็จะยืนหยัดและรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวกัน  แต่ในบางกรณีคนสองคนอาจมีความแตกต่างทางการเมืองด้วยกัน แต่สิ่งนี้มิได้เป็นสิ่งที่สำคัญและมีผลถือว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นตามปกติทั่วไป 

อยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ยังเน้นถึง มหาสมุทรอันยิ่งใหญ่นี้ ซึ่งประเทศชาติจะต้องมีความสามัคคีและเข้มแข็งยิ่งขึ้นในทุกๆวัน 

ผู้นำสูงสุดในการปฏิวัติ ยังชี้ถึงเปลวเพลิงแห่งความหวังอันศักดิ์สิทธิ์แห่งพระเจ้า ที่ให้ความอบอุ่นแก่หัวใจของประเทศ โดยเสริมว่า : แม้ว่าจะมีการพัฒนาก้าวหน้ามากสักเพียงไร ในการบรรลุสู่อุดมการณ์ที่แท้จริงของการปฏิวัติอิสลามนั้นเป็นเพียงก้าวเล็กๆเพื่อที่จะรองรับสังคมอิสลามที่มีความยุติธรรม ความก้าวหน้า การมีอำนาจอย่างแท้จริง และด้วยกับเกียรติยศจะย่างก้าวต่อไปด้วยกับความโปรดปรานของพระผู้เป็นเจ้า จะทำให้ชัยชนะและอนาคตของประเทศเป็นของอิหร่าน อย่างแท้จริง 

ก่อนการปฐกถาของท่านผู้นำสูงสุดแห่งปฏิวัติอิสลาม  อยาตุลลอฮ์ มุจญ์ตะฮิด ชะบิสทะรี ตัวแทนผู้นำสูงสุดในแคว้นอาเซอร์ไบจัน ตะวันออก และอิมาม(ผู้นำนมาซ)วันศุกร์ จังหวัดตับรีซ ได้กล่าวแสดงความเสียใจในอัยยาม ฟาฏิมียะฮ์ โดยกล่าวว่า ชาวอาเซอร์ไบจันได้สร้างวีรกรรมทางประวัติศาสตร์และน่าจดจำยิ่ง ก็คือ เหตุการณ์การลุกขึ้นของประชาชนในวันที่ 29 บะฮ์มัน 1356 และวันที่ 22 บะฮ์มัน ปีนี้ก็พิสูจน์ด้วยกับวิสัยทัศน์และความเข้าใจในการให้สัตยาบันกับผู้นำสูงสุดของพวกเขา 

ตัวแทนผู้นำสูงสุดในอาเซอร์ไบจัน ตะวันออก ได้กล่าวถึง อิหร่านไม่เคยหลงในเลห์เหลี่ยมของซาตานตัวใหญ่และจะไม่หลงกลของพวกมันหรอก โดยย้ำว่า ประชาชาติอิหร่านด้วยกับเอกภาพและความเป็นหนึ่งเดียวกันได้พิสูจน์แล้วว่า ในการปกป้องประเทศจากผลประโยชน์แห่งชาตินั้นมีความเอกภาพกัน

700 /