ผู้นำสูงสุดให้โอวาทพิเศษในห้องเรียน

ในโอกาสครบรอบปีของวีรกรรม 9 เดย์ 88

 ในเช้าวันอังคาร (27/12/59) ในช่วงเริ่มต้นบทเรียนชั้นสูง  (นิติศาสตร์อิสลามระดับสูง)  และในโอกาสครบรอบปีของวีรกรรม 9 เดย์ 88 ปีอิหร่าน (วันที่ 30 ธันวาคม ค.ศ.2009 ) ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน ได้ชี้ถึงความเป็นปฏิปักษ์และความเป็นศัตรูของบรรดามหาอำนาจต่ออำนาจอธิปไตยอิสลาม และความพยายามของพวกเขาที่จะกำจัดองค์ประกอบต่างๆ ของอำนาจในระบอบอิสลาม และถือว่าเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ของวันที่ 9 เดย์  (30 ธันวาคม ค.ศ.2009 ) เป็นหนึ่งในกรณีตัวอย่างแห่งอำนาจของสาธารณรัฐอิสลาม และกล่าวว่า  ในการเผชิญกับความเป็นศัตรูทั้งหลายนั้น สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านจำเป็นต้องเพิ่มพลังอำนาจของตน และเหตุผลที่ต้องเน้นย้ำอยู่เสมอให้มีการเพิ่มพลังอำนาจภายในประเทศ และการสร้างความเข้มแข็งต่อโครงสร้างภายใน ก็เนื่องจากประเด็นนี้

      ผู้นำสูงสุดของการปฏิวัติอิสลามถือว่า รากฐานที่มาของแผนสมคบคิดและความเป็นศัตรูต่างๆ ที่มีต่อสาธารณรัฐอิสลาม คือการตกผลึกของการต่อต้านระบบครอบงำในอิหร่านที่เพียบพร้อมไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรมนุษย์และเศรษฐกิจ คำพูดและตรรกะ เครื่องมือและความสามารถทางการทหาร และกล่าวว่า วันนี้รูปแบบในการเผชิญหน้าของมหาอำนาจกับสาธารณรัฐอิสลามอยู่ในทิศทางของการทำลายอำนาจทางวัตถุและจิตวิญญาณ และความมุ่งมั่นของประชนชนอิหร่าน และการตอบโต้นั้นจำเป็นต้องรักษาและเสริมสร้างความแข็งแกร่งต่ออำนาจนี้ยิ่งขึ้นในแต่ละวัน

     ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ชี้ถึงริวายะฮ์ บทหนึ่งของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) และถือว่า การบรรลุสู่ความดีงามและความผาสุกของประชาคมแห่งมนุษยชาตินั้นอยู่ภายใต้การมีพลังอำนาจ และกล่าวเสริมว่า มหาอำนาจจอมอหังการอย่างเช่นอเมริกา มุ่งแสวงหาความผาสุกของสังคมและสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า "ค่านิยมแบบอเมริกัน" การสะสมความมั่งคั่งและการครอบครองโลก แต่ศาสนาอิสลามถือว่าความผาสุกของมนุษยชาตินั้นอยู่ในการบรรลุสู่ความสมบูรณ์ของความเป็นมนุษย์ การดำเนินไปของความคิดและการกระทำตามแบบอย่างอัลกุรอาน ในทุกภาคส่วนของสังคม

     ผู้นำสูงสุดของการปฏิวัติอิสลามถือว่า การมีอยู่ของระบอบที่มาจากอิสลาม การมีอำนาจและอิทธิพลในปัญหาต่างๆ ในระดับภูมิภาคนั้น ได้ปลุกกระตุ้นความเป็นปฏิปักษ์และความเกลียดชังให้แก่บรรดามหาอำนาจของโลก และกล่าวเสริมว่า "ระบบครอบงำนั้นจะต่อต้านทุกความคิดและกระแสต่อต้านการกดขี่และการเลือกปฏิบัติในโลก แต่ช่วงเวลาที่พวกเขายืนหยัดขึ้นต่อต้านนั้น กระแสดังกล่าวสามารถทำให้มหาสมุทรของชนชาติหนึ่งได้ขับเคลื่อนไปแล้ว

ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ชี้ถึงความจำเป็นในการติดอาวุธด้วยกับอำนาจทุกประเภท อย่างเช่น อำนาจทางความคิด เศรษฐกิจ สังคมและบาสิจญ์ (กองกำลังอาสาสมัครประชาชน ) และเสริมว่า “การปรากฏตัวในท้องถนนของประชาชนจำนวนหลายล้านคนในวันที่ 22 บะห์มัน (ครบรอบปีชัยชนะการปฏิวัติ) แม้จะผ่านพ้นการปฏิวัติอิสลามมาเป็นเวลาถึง 40 ปีแล้วนั้น คือเครื่องแสดงถึงพลังอำนาจของระบอบอิสลามในการระดมมวลชน ซึ่งประเด็นนี้ถือว่าไม่มีชาติใดในโลกจะเสมือนได้

       ผู้นำสูงสุดของการปฏิวัติอิสลามถือว่า เหตุการณ์วันที่ 9 เดย์ (ปี 88) คือหนึ่งในตัวอย่างขององค์ประกอบจากพลังอำนาจระบอบปกครอง และกล่าวเสริมว่า ในเหตุการณ์ที่ไม่มีใครเหมือนดังกล่าวนั้น ไม่มีใครเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่พลังอำนาจทางความคิดซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักของระบอบอิสลามที่ได้นำประชาชนออกมาสู่ท้องถนนสายต่างๆ และได้ก่อกำเนิดเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ดังกล่าว 

       ท่านได้ชี้ถึงกลอุบายและการหลอกลวงของเหล่าศัตรู ที่จะทำลายองค์ประกอบของอำนาจของระบอบการปกครองแห่งอิสลาม โดยกล่าวว่า ศัตรูก็เหมือนโจรที่ต้องการจะยึดครองบ้าน แต่ก็เสแสร้งทำให้เห็นว่า สาเหตุของความเป็นศัตรูคืออาวุธที่เจ้าของบ้านมีไว้สำหรับป้องกันตนเอง และหากเขาวางอาวุธความขัดแย้งก็จะจบลง ดังนั้นพวกเขาพยายามที่จะปลดอาวุธเจ้าของบ้านเพื่อเข้าสู่ในบ้าน ด้วยการใช้กลอุบายและวิธีการต่างๆ อย่างเช่น การพูด การล้อเล่น การส่งรอยยิ้มและการข่มขู่"

       นอกจากนี้ท่านอยาตุลลอฮ์ คาเมเนอี ยังถือว่า ความผาสุกและความโชคร้ายนั้นขึ้นอยู่กับวิธีการในการใช้พลังอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังอำนาจที่เกิดจากอาวุธนิวเคลียร์ และกล่าวเสริมว่า การห้ามอาวุธนิวเคลียร์นั้นมีพื้นฐานสำคัญต่างๆ มากมายทางด้านฟิกฮ์ (นิติศาสตร์อิสลาม) และเหตุผลทางปัญญา แต่ความเป็นไปได้ในความพยายามเพื่อแสวงหาพลังอำนาจอื่นๆ นั้นอยู่ในมือของรัฐบาลและประชาชน 

 

700 /